Nokia E65 เป็นโทรศํพท์แบบสไลด์ ดีไซน์บางเฉียบ ที่รองรับระบบคอวร์ดแบนด์
GSM/GPRS/EDGE และ UMTS สนับสนุนการทำงาน WiFi 802.11g/อินฟราเรด,
บลูทูธ 1.2, USB - Pop-Port™ ตัวกล้องมาพร้อมกับกล้อง 2
ล้านพิกเซลและจอแสดงผล Active-matrix QVGA 16 ล้านสี - 240 x 320
พิกเซล ปุ่มควบคุมเป็นแบบ 5 ทิศทาง ระบบปฎิบัติการ Symbian OS - S60
3rd Edition รองรับ จาวาแอพลิเคชั่น - Java™ MIDP 2.0
ใช้งานอินเตอร์เน็ต xHTML, WAP 2.0 Browser (รองรับแอพพลิเคชั่น
Adobe Flash Player) หน่วยความจำ 50 เมกะไบต์ (ตัวเครื่อง)
สามารถขยายเพิ่มเติมผ่านทาง miniSD ได้ถึง 1 กิกะไบต์
สำหรับโซลูชันทางด้านองค์กรที่ทางโนเกียรองรับนั้นคือ SIP VoIP 2.0
ที่จะช่วยในการรองรับการเชื่อมต่อกับ Hotspot และการใช้โซลูชันทางด้าน
VoIP ให้ง่ายยิ่งขึ้น โดยจะมี Nokia Intellisync Call Connect for Alcatel
ซึ่งจะสนับสนุนการทำงานของ Alchatel OmmiPCX, Nokia Intellisync Call
Connect for Cisco ที่จะสนับสนุนการทำงานของ Cisco Unfiled CallManager
และ CallMangerExpress ทำให้สามารถใช้โซลูชัน Cisco WLAN และ Cisco IP
Communications ได้เป็นอย่างดี และยังสนับสนุนการทำงานของซอฟต์แวร์ Avaya
One-X Mobile Edition ด้วยการเชื่อมต่อกับ Avaya Communication
Manager-Base IP Telephony Server
นั่นหมายความว่าแนวคิด Unifine
Communications ที่เคยได้ยินไว้อย่างเช่น เวลาที่เราอยู่ข้างนอก และไม่มี
Hotspot ก็เชื่อมต่อข้อมูลผ่านทางโอปอเรเตอร์
แต่พอเข้าออฟฟิศหรือสถานที่ที่มี Hotspot ก็เชื่อมต่อข้อมูลผ่านทาง WiFi
แทนได้
แต่จะใช้ได้คุยงานได้นานหรือไม่นั้นในเว็บไซต์โนเกียให้ข้อมูลดังนี้
เปิดรอรับสายสำหรับเครือข่าย GSM 7 - 11 วัน และสำหรับเครือข่าย
WCDMA 8-14 วัน ส่วนถ้าเป็นสนทนาต่อเนื่องนั้นสำหรับเครือข่าย GSM3.0 -
6.0 ชั่วโมง สำหรับเครือข่าย WCDMA 1.8 -2.5 ชั่วโมง
สำหรับโทรศัพท์อินเตอร์เน็ต VoIP 2.2-3.0 ชั่วโมง
แต่จะใช้งานจริงเป็นอย่างไร กำลังติดต่อขอเครื่องมาทดสอบอยู่
มร.
บ๊อบ แมคดูกอล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารลูกค้าและการตลาด บริษัท โนเกีย
(ประเทศไทย) จำกัด กล่าว"ป้จจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายเพื่อธุรกิจ
ได้รับการยอมรับแพร่หลายมากขึ้นโดยการยกระดับประสิทธิภาพและฟังก์ชันการทำ
งาน พร้อมทั้งเพิ่มสมรรถนะในการทำงานร่วมกับระบบต่างๆ
ส่งผลให้ผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการสื่อสารสามารถใช้โซลูชันการสื่อสาร
เคลื่อนที่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด"
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติและทางเทคนิคกของโนเกีย E 65 ได้ที่ http://asia.nokia.com/A4346195
ที่มา www.arip.co.th
ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมมือถือให้ความสนใจระบบปฏิบัติการแบบเปิด (open
source) อย่าง "แอนดรอย์" (Android) อย่างจริงจัง
หลังจากที่แทบทุกค่ายออกมาประกาศ roadmap
มือถือรุ่นใหม่ที่อย่างน้องหนึ่งในนั้นจะต้องใช้แอนดรอยด์
อะไรคือสาเหตุสำคัญทีทำให้พวกเขาเลือกโอเอสตัวนี้
และผู้บริโภคทั่วไปจะยอมรับแค่ไหน? ในโลกของการแข่งขัน
ระบบปฏิบัติการมือถือแบบเปิดมีอะไรดีกว่า...
ตั้งแต่วันที iPhone เผยโฉมอวดสายตาชาวโลก
ผู้ใช้ต่างก็แห่แหนจับจองเป็นเจ้าของแก็ดเจ็ตที่แสนเซ็กซี่ของแอปเปิ้ลกัน
อย่างไม่ลืมหูลืมตา จนทำให้มือถือน้องใหม่สามารถเกิดในตลาดได้อย่างรวดเร็ว
แม้กระทั่งเบอร์หนึ่งอย่างโนเกียยังต้องหันมาเอาดีทางด้านการออกแบบที่เน้น
แฟชั่นบ้างเหมือนกัน นอกจากนี้สมรภูมิสมาร์ทโฟนยังทะลุจุดเดือดขึ้นไปอีก
เมื่อ Palm Pre และ Blackberry Bold เผยโฉมออกมา อย่างไรก็ตาม
คู่แข่งในตลาดที่ดูอาจจะเป็นม้ามึด
เพราะได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตมือถือหลายค่ายอย่าง Android
ย่อมต้องมีดีมิใช่น้อย ไม่เช่นนั้นเราคงจะไม่เห็นมือถือรุ่นใหม่ๆ
ที่ทะยอยกันออกมาใช้โอเอสตัวนี้อย่างต่อเนื่อง ว่าแต่
ทำไมบริษัทเหล่านี้จึงปักใจเชื่อว่า
ระบบปฏิบัติการมือถือแบบเปิดจะช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับพวกเขา
สิบเหตุผลต่อไปนี้อาจให้คำตอบกับคุณได้
- มาตรฐานเปิด จุด
เด่นที่แตกต่างของการเป็นโอเพ่นซอร์สของแอนดรอยด์ก็คือ
การไม่ผูกติดกับมือถือของผู้ผลิตเจ้าใดเจ้าหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็น iPhone ของ
Apple มาตรฐานที่ใช้ก็ต้องมาจากแอปเปิ้ลเท่านั้น
รวมถึงแอพพลิเคชันที่ต้องผ่านการ approved จากทางแอปเปิ้ลอีกด้วย
ซึงคำว่า"มาตรฐานเปิด"ทำให้มือถือแอนดรอยด์เปิดกว้างสำหรับสิ่งใหม่ๆ
ได้มากกว่า แอพพลิเคชันที่พัฒนาได้ง่ายกว่า เพราะมีข้อมูลให้ค้นคว้ามากมาย
รวมถึงการพัฒนาอุปกรณ์เสริมต่างๆ อีกด้วย
- แอพพลิเคชันมากกว่า แม้
วันนี้ iPhone จะเป็นจ้าวแห่งแอพพลิเคชันบนมือถือ แต่เชือว่า
ด้วยความเป็นมาตรฐานเปิด
จะทำให้มีนักพัฒนามากมายจากทั่วโลกให้ความสนใจที่จะทำแอพฯบนแอนดรอยด์
ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ผู้ใช้จะมีทางเลือกในการใช้แอพฯมากขึ้น
โอกาสเติบโตของแอพพลิเคชันบนนี้จึงไม่มีข้อจำกัดเหมือน iPhone
ที่ต้องผ่านการพิจารณาจาก Apple เท่านั้น
- ระบบรักษาความปลอดภัย เรื่อง
นี้ถือได้ว่าเป็นประเด็นใหญ่สำหรับการใช้มือถือฉลาดๆ อย่างสมาร์ทโฟน
เพราะมันคือคอมพิวเตอร์ที่รันโปรแกรมโทรศัพท์ดีๆ นั่นเอง
ซึ่งในสภาพแวดล้อมของ Open Source
เรื่องของการอัพเดตถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด
โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งหากสังเกตจะพบว่า
เวลาที่มีการพบช่องโหว่ ชุมชนโอเพ่นซอร์สจะจัดทำอัพเดตออกมาอย่างรวดเร็ว
แตกต่างจากองค์กรธุรกิจที่จะต้องมีการตรวจสอบพิจารณา
ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการแก้ไข
- ปรับแต่งการทำงานได้อย่างยืดหยุ่น สำหรับ
ผู้ใช้ระดับแอดแวนซ์
ความต้องการในความสามารถของการปรับแต่งการทำงานได้อย่างยืดหยุ่นจะอยู่ใน
อันดับต้นๆ ในขณะที่ iPhone
จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้มีโอกาสปรับแต่งการทำงานน้อยมาก
แม้กระทั่งอินเตอร์เฟซของการทำงาน
ในขณะที่โอเอสมือถือทีเป็นโอเพ่นซอร์สจะมีช่องทางในการปรับแต่งการทำงาน
เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ และความถนัดในกาใช้งานของผู้ใช้ได้มากกว่า
- ความสามารถในการเชื่อมต่อ ประเด็นนี้ไม่ได้หมาย
ถึงการเชื่อมต่อกับเครือข่าย 3G, EDGE หรือ WiFi
แต่เป็นเรื่องของการเชื่อมต่อการทำงานร่วม (sync) กับพีซี หากเป็น iPhone
ทุกอย่างต้องทำผ่าน iTunes ความพยายามที่จะทำอะไรนอกแอพพลิเคชันตัวนี้
อาจทำให้ต้องเผชิญกับสิ่งไม่คาดฝัน ในขณะที่มือถือที่ใช้โอเอสระบบเปิด
คอมพิวเตอร์จะมองเห็นเป็นสตอเรจตัวหนึ่งที่สามารถเข้าไปจัดการได้อย่างง่าย
ดาย
- ราคา การใช้แอนดรอยด์เป็นระบบปฏิบัติการให้
กับสมาร์ทโฟน
จะทำให้ต้นทุนของมือถือต่ำลงกว่าใช้โอเอสระบบปิดที่ต้องเสียค่าไลเซนส์
ดังนั้นราคาของมือถือแอนดรอยด์จึงมีแนวโน้มที่จะถูกกว่าสมาร์ทโฟนของเจ้า
อื่นๆ อย่างแน่นอน
- ความสามารถในการทำหลายงานพร้อมกัน แอ
นดรอยด์จะทำให้ผู้ใช้สามารถเปิดแอพฯหลายตัวทำงานได้พรัอมกันอย่างสมบูรณ์
โดยไม่มีการขัดแย้งการทำงานระหว่างกัน
โดยเฉพาะในขณะทีต้องใช้ฟังก์ชันโทรศัพท์ไปพร้อมๆ กับการรันแอพฯตัวอื่นๆ
- Push Gmail
แอพพลิเคชันบน Google
ส่วนใหญ่จะทำงานร่วมกับแอนดรอยด์ได้ราวกับเป็นเนื้อเดียว การใช้บริการ
Gmail บนมือถือแอนดรอยด์จึงง่ายมาก ผู้ใช้ไม่ต้องเปิดแอพฯ เพื่อรอโหลด
Gmail เหมือนสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ เพราะเมล์ไคลเอ็นต์อยู่ในระบบปฏิบัติการ
พอเปิดแอพฯปุ๊บก็รับเมล์ได้ทันที
- นักพัฒนา ข้อนี้
แทบไม่ต้องอธิบายอะไรมาก
นักพัฒนากลุ่มโอเพ่นซอร์สมีอยู่ทั่วโลก ต่างพร้อมที่จะพัฒนาสร้างสรรค์
แอพพลิเคชันใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยไม่ย่ำอยู่กับที่
และที่สำคัญคอยรับฟังเสียงเรียกร้องของความต้องการจากผู้ใช้เป็นหลักในการ
พัฒนาสร้างสรรค์แอพฯใหม่ๆ ซึ่งมาตรฐานเปิดของ Android
จะทำให้นักพัฒนาอยากทำให้มือถือทำอะไรได้มากกว่าที่เราได้ใช้กันอยู่ทุก
วันนี้อย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย
- ความคิดสร้างสรรค์ ประเด็น
นี้จะเป็นผลต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว เนื่องจากความเป็นมาตรฐานเปิด
ทำให้ไม่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ เชื่อว่า แอพฯที่เราไม่เคยคาดคิดว่า
มันจะอยู่ในมือถือได้
จะมีให้เห็นเมื่อสมาร์ทโฟนที่ใช้แอนดรอยด์แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ
ตัวอย่างเช่น การมีเว็บเซิร์ฟเวอร์บนมือถือ หรือ CMS เก่งๆ
ตลอดจนระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้ Biometric ความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้
นอกจากจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้แล้ว
มันยังช่วยให้บริษัทผู้ผลิตมือถือมีโอกาสพัฒนาต่อยอดได้อีกมากมายอีกด้วย
ทั้ง
หมดคือ สิบเหตุผลที่ไม่ต้องอธิบายกันมากก็เชื่อว่า
น่าจะทำให้เหล่าบริษัทผู้ผลิตมือถือตัดสินใจได้ไม่ยากเลยที่จะกระโดดลงมา
พัฒนาสมาร์ทโฟน ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ andriod กันถ้วนหน้าในอนาคตอันใกล้
ที่มา www.buzzidea.tv
รายงานข่าวล่าสุด แอปเปิ้ลยอมให้มีการทำงานของ "ระบบแจ้งเตือนแบบพุช
(Push)" ในแอพพลิเคชันแล้ว ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ไม่ขาดการติดต่อสื่อสาร โดย
OS 3.0 ของไอโฟน และไอพอดทัช
จะช่วยให้การทำงานในลักษณะนี้ไม่ใช่ทรัพยากรระบบ
(รวมถึงพลังงานในแบตเตอรี่) มากเกินไปอีกด้วย
แอปเปิ้ลกำลังอยู่ในระหว่างการ
พิจารณาให้บริการแอพพลิเคชันต่างๆ
ทีมีการใช้ระบบแจ้งเตือนแบบพุช ซึ่งการให้บริการแอพฯ
ลักษณะนี้จะช่วยเสริมให้ App Store ของบริษัทมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากเป็นที่ต้องการของผู้ใช้ในปัจจุบัน
ความแตกต่างของ iPhone ที่ไม่เหมือนคู่แข่งอย่าง Android, BlackBerry,
Symbian, Windows Mobile และ webOS ก็คือ
มันไม่อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถรันแอพฯของผู้ผลิตรายอื่น(ซ้อนอยู่)ด้านหลัง
(background) ได้ โดยแอปเปิ้ลให้เหตุผลว่า
ระบบการทำงานในลักษณะนี้จะใช้ทรัพยากร
และพลังงานจากแบตเตอรี่ของมือถือค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม
ล่าสุดทางบริษัทได้แนะนำระบบแจ้งเตือนแบบพุช
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของ
iPhone OS 3.0 โดยมันจะเปิดโอกาสให้แอพฯต่างๆ ทำการแจ้งข้อมูลข่าวสาร
เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ใช้ได้ตลอดเวลา(ที่ต้องการ)
ในขณะทีไม่ใช่ทรัพยากรระบบมากเกินไป ด้วยระบบการทำงานลักษณะนี้
ตัวแอพพลิเคชันจะต้องมีการเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเว่อร์ของแอปเปิ้ล
เพื่อเชื่อมต่อการทำงานกับไอโฟนตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น
ผู้ใช้ยังคงล็อกอินอยู่ในโปรแกรม IM โดยไม่ต้องเปิดแอพฯดังกล่าวบนไอโฟนได้
และระบบจะสามารถส่งภาพ หรือเสียงเข้าไปยังมือถือได้ทันที
สำหรับแอพพลิเคชันตัวแรกที่ใช้ระบบแจ้งเตือนแบบพุช (push-notification
system) ก็จะมี Beejive IM 3.0 ซึ่งสนับสนุนโพรโตคอลการสื่อสารของโปรแกรม
IM หลายค่ายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Google Talk, FaceBook, Jabber และ AIM
โดยคาดว่าจะมีแอพฯที่สามารถทำงานในลักษณะนี้ตามมาอีกมากมายขึ้นอยู่กับวัตถุ
ประสงค์การใช้งานของผู้ใช้
ทางด้านผู้บริโภค นอกจากโปรแกรม IM
จะเหมาะกับรูปแบบการทำงานในลักษณะนี้แล้ว มันยังมีแอพฯอื่นๆ อย่างเช่น
เกมส์ และมีเดียต่างๆ
ตลอดจนผู้ใช้ในกลุ่มธุรกิจที่ระบบการทำงานแบบพุชจะสามารถให้ประโยชน์
และตอบโจทย์การทำงานแบบเรียลไทม์ได้ โดยเฉพาะอีเมล์ขององค์กร หรือแอพฯ CRM
เป็นต้น
ที่มา www.arip.co.th
ต้องยอมรับว่า ไม่มีใครขยันเป็นข่าวเท่า iPhone อีกแล้ว
สื่อเองก็ช่างสรรหาเรื่องราวมาเป็นข่าวได้ตลอดเวลา
แม้กระทั่งต้นทุนของชิ้นส่วนต่างๆ ทีใช้ทำ iPhone 3G S
ก็ยังมีการเปิดเผยออกมาแล้วด้วย
แต่หลายคนก็คงอยากจะทราบเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน
iPhone 3G S
มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Apple จะมีราคาตั้งแต่ 199 ถึง 299 เหรียญฯ
(ประมาณ 7,200 - 11,000 บาท) แตกต่างกันตามขนาดหน่วยความจำ
แต่ก็คงไม่สามารถซื้อหาในราคานี้ได้อย่างแน่นอน
เมื่อจำหน่ายผ่านโอเปอเรเตอร์อย่าง AT&T
รายงานข่าวชิ้นนี้เปิดเผยโดย iSuppli Corp
บริษัทวิจัยที่ชอบงัดแงะอุปกรณ์ไอทีแก็ดเจ็ต
เพื่อตรวจดูชิ้นส่วนที่อยู่ภายใน พร้อมทั้งประเมินต้นทุนคร่าวๆ
ออกมาให้ทราบกันเป็นระยะๆ ล่าสุด iPhone 3G S
ก็ไม่มีทางหลุดพ้นผ่านมือบริษัทนี้ไปได้
โดยต้นทุนของชิ้นส่วนทั้งหมดที่ใช้ผลิต iPhone 3G S จะตกอยู่ที่ประมาณ
172.46 เหรียญฯ (ประมาณ 6,300 บาท) ส่วนค่าประกอบตกเครื่องละ 6.5 เหรียญฯ
(ประมาณ 250 บาท)
สำหรับต้นทุนที่สูงทีสุดของชิ้นส่วนที่อยู่ภายใน iPhone 3G S
ตกเป็นของบริษัท Toshiba Corp นั่นก็คือ ชิปหน่วยความจำแฟลชชนิด NAND 16GB
(24 เหรียญฯ ประมาณ 900 บาท) ตามมาติดๆ ด้วยต้นทุนของหน้าจอระบบสัมผัส
และโพรเซสเซอร์แอพพลิเคชันของ Samsung ที่มีราคา 14.46 เหรียญฯ (ประมาณ
500 บาท)
iSuppli กล่าวว่า iPhone 3G S
มีชิ้นส่วนบางอย่างที่แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้านี้ รวมถึงการใช้ซิงเกิ้ลชิป
Bluetoth/FM/WLAN ของ Broadcom Corp. ที่มีต้นทุนอยู่ที่ 5.95 เหรียญฯ
(ประมาณ 200 บาท) ซึ่งใช้ชิปนี้เพียงตัวเดียว แทนการใช้ชิปสองตัวใน iPhone
3G ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่ต้นทุนโดยประมาณของ iPhone 3G S รุ่น
16GB อยู่ที่ 178.96 เหรียญฯ เทียบกับต้นทุนโดยประมาณของ iPhone 3G
เมื่อปีที่แล้วจะอยู่ที่ 174.33 เหรียญฯ ต่างกันแค่ 4.63 เหรียญฯ เท่านั้น
ที่มา www.arip.co.th